วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ประกันสังคม

สุขภาพดีมีรายได้

เลือดออกในทางเดินอาหารเป็นภาวะที่พบบ่อย
ต้นตอของอาการมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด อาหาร การขับถ่าย
ที่สำคัญอาการเลือดออกในทางเดินอาหารอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายได้
ฉะนั้นอย่านิ่งนอนใจเมื่อพบอาการผิดปกติ
อาทิ อาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากถูกกรดในกระเพาะ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด
แสดงว่าเลือดออกจากส่วนปลาย
colon หรือ rectum หรือเลือดออกอย่างมากจากส่วนใดก็ได้ของทางเดินอาหาร และหากถ่ายเป็นสีดำ (melena) บ่งบอกถึงเลือดออกจากลำไส้ส่วนต้น
          ซึ่งก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักระบบทางเดินอาหารกันก่อน “อวัยวะในระบบทางเดินอาหาร แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ทางเดินอาหารส่วนบน (Upper GI tract) ประกอบไปด้วย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กตอนบน ทางเดินอาหารส่วนล่าง (Lower GI tract) ประกอบไปด้วย ลำไส้เล็กตอนล่าง ลำไส้ใหญ่ลงมาจนถึงทวารหนัก ซึ่งอวัยวะทั้งหมดของทั้ง 2 ส่วนนี้ สามารถเกิดภาวะเลือดออกได้เสมอ  สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัยทั้งความเครียด อาหาร การขับถ่าย”
           ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น
เป็นภาวะที่มีเลือดออกตั้งแต่หลอดอาหารจนถึงลำไส้เล็กส่วนต้น
และเป็นภาวะที่พบบ่อย  เกิดได้ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย
แต่ทั่วไปพบในวัยผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไป และเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน
(พบได้บ่อย) และอย่างเรื้อรัง (พบได้น้อยกว่า)
อาการของภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหารส่วนต้นที่พบบ่อย คือ
          1.อาเจียนเป็นเลือด
สาเหตุที่สำคัญพบบ่อยมาจาก แผลในกระเพาะอาหาร รองลงมาคือ
แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น บางครั้งเมื่อเลือดโดนกับกรดในกระเพาะอาหาร
ก็จะออกสีน้ำกาแฟ
          2.ในบางรายจะมีการถ่ายเป็นอุจจาระสีดำ เปียก เหนียว เหมือนยางมะตอย กลิ่นเหม็นรุนแรง ซึ่งบางครั้งเกิดร่วมกับอาเจียนเป็นเลือด
          3.อาการร่วมทั่วไป
อาจคลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดท้องช่วงบนเหนือระดับสะดือ
ถ้าเลือดออกมากจะมีภาวะซีด อ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็วและเบา เป็นลม หมดสติได้
ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
          1.โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคริดสีดวง โรคมะเร็งทางเดินระบบอาหาร (มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่)
          2.โรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด เช่น โรคเลือด โรคตับ โรคไต
          3.การกินยาต้านอาการแข็งตัวของเลือด กินยาสเตียรอยด์ เรื้อรัง กินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID เรื้อรัง
          4.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สาเหตุของโรคตับแข็ง และภาวะหลอดเลือดดำขอดในหลอดอาหาร
          5.ปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ เพราะส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ง่าย เพราะมีกรดสูงในกระเพาะอาหาร







การตรวจวินิจฉัย
          1.พิจารณาจากประวัติของผู้ป่วย การเจ็บป่วยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการใช้ยา
          2.การตรวจอุจจาระ
ในกรณีสงสัยเลือดออกจากทางเดินอาหาร
เพื่อดูว่ามีเลือดออกในลำไส้จริงหรือไม่
ซึ่งส่วนใหญ่จะแนะนำให้ตรวจในผู้ที่มีอายุ
50 ปีขึ้นไป เพื่อหาความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้
          3.การส่องกล้องทางเดินอาหาร
กรณีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนบนจะส่องกล้องผ่านเข้าไปทางปาก
ตรวจสอบตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น
แต่หากมีเลือดออกทางเดินอาหารส่วนล่าง
จะส่องกล้องเข้าไปทางทวารหนักตรวจสอบลำไส้ใหญ่เพื่อดูรอยโรค
ว่าจุดที่ทำให้เลือดออกอยู่จุดไหน รักษาทันทีได้หรือไม่
การรักษา
          การรักษาภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารทั้งส่วนบนและล่างจะเหมือนกัน คือ รักษาเพื่อหยุดการเลือดออก
การรักษาสาเหตุ และการรักษาประคับประคองตามอาการ
          - การรักษาเพื่อหยุดการเลือดออก ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเลือดที่ออก สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์
          - การรักษาสาเหตุ รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ หยุดยาที่เป็นสาเหตุ
          - การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ให้ยาคลายเครียด การให้เลือดผู้ป่วยที่มีภาวะซีด
ผลข้างเคียงที่สำคัญของการมีเลือดออกในทางเดินอาหารหรือภาวะซีด
คือ ถ้าเลือดออกมากจะเกิดความดันโลหิตต่ำมากอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้เกิดอาการช็อกหรือโคม่า
ทำอย่างไรไม่ให้มีเลือดออกในทางเดินอาหาร
          1.กินอาหารที่มีกากใยสูง ฝึกขับถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกเช้า ควรดื่มน้ำ 1-1.5 ลิตร/วัน จะช่วยไม่ให้ท้องผูก ถ่ายง่าย หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายจะดึงน้ำจากอุจจาระกลับสู่ร่างกายทำให้อุจจาระแข็ง
          2.อย่าซื้อยาแก้ปวดมากินเอง เช่น ยาแก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เพราะอาจส่งผลไปทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารได้
          3.ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แนะนำให้ส่องกล้องเพื่อหามะเร็งลำไส้ใหญ่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น